วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ภัยร้ายใกล้ตัวผู้หญิง...มะเร็งปากมดลูก





     มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยมีสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน เมื่อเป็นในระยะเริ่มแรกส่วนมากไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ ดังนั้นการตรวจหามะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถตรวจตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ในระยะเริ่มต้นซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและป้องกันไม่ให้กลายเป็นมะเร็งชนิดลุกลามได้ทันท่วงทันที และสามารถรักษาให้หายขาดได้



 มะเร็งปากมดลูก คือ มะเร็งที่ใช้ระยะเวลาในการก่อตัวของโรคนานกว่า 5 -10 ปี นับจากช่วงแรกที่เซลส์บริเวณปากมดลูกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจนถึงระยะที่ภาวะของโรคอยู่ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น โดยไม่ปรากฎอาการหรือสัญญาณใด ๆ จึงเป็นเหตุให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวเลยว่าได้ป่วยเป็นโรคนี้แล้วจนเมื่อเริ่มมีอาการปรากฏ แต่นั่นก็อาจหมายถึงโรคร้ายนี้ได้ลุกลามเข้าสู่ระดับที่รุนแรงและยากต่อการรักษาให้หายขาดได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ที่บริเวณปากมดลูก เป็นเหตุให้เซลล์ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นเซลล์ผิดปกติได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกดังนี้
• มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย
• มีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีคู่นอนหลายคน
• รับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
• สูบบุหรี่
• ขาดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก



สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคมะเร็งปากมดลูก
 - มีเลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติหรือมีระยะเวลานานกว่าปกติ
 - รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
 - ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน,มีตกขาวผิดปกติ
 - มีของเหลวไหลจากช่องคลอดผิดปกติหรือมีเลือดออกในช่วงวัยหมดประจำเดือน


อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการที่พบมากที่สุดคือ การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด 80 - 90 % ลักษณะ เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวปนเลือด มีกลิ่นเหม็นหรือเลือดออกสดๆ เป็นก้อนเลือด สตรีที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดจึงควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจภายใน


การป้องกันตน จากโรคมะเร็งปากมดลูก


การป้องกันตน เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูก
      การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูกหรือลดโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวี เป็นเรื่องสำคัญของผู้หญิงยุคนี้ โดยมีข้อแนะนำที่ทำได้ง่ายๆ คือ
     1. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เพื่อลดช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ดังนั้น วัยรุ่นจึงนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ HPV จากพฤติกรรมของการมีเพศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน
     2. ควรจะให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า "แป็ป สเมียร์" (Pap smear) ซึ่งปัจจุบัน สามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยควรที่จะรับการตรวจเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อให้เราทราบว่า เซลส์บริเวณปากมดลูกมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะการรักษาในระยะก่อนเป็นมะเร็งจะทำให้มีโอกาสหายขาดได้ค่อนข้างสูง ในขณะที่การรักษาในระยะลุกลามนั้น จะรักษายากและทำให้มีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น



วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก... นวัตกรรมที่ช่วยลดสถิติของโรคร้ายนี้
          ความสำเร็จจากการค้นพบสาเหตุและวิทยาการของการแพทย์สมัยใหม่ ได้นำมาสู่การพัฒนาเป็นวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (6,11,16,18) ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% ในส่วนที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อ เอชพีวีสายพันธุ์ที่สำคัญ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US. FDA) ได้ให้การรับรองว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์หลักเหล่านั้น ได้ 100% ถ้าหากได้รับวัคซีนก่อนที่จะมีการติดเชื้อ นอกจากนี้ วัคซีนดังกล่าวยังสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีชนิดที่ไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง แต่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศได้อีกด้วย


          ด้วยประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมทั้งโรคหูดอวัยวะเพศ ทำให้วัคซีนมะเร็งปากมดลูกชนิด 4 สายพันธุ์ (6,11,16,18) นี้ ได้รับการยอมรับและผ่านการอนุมัติการใช้แล้วในประเทศไทย และกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ นอกจากนี้ในประเทศชั้นนำอย่างออสเตรเลียและบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ยังได้ประกาศให้วัคซีน นี้เป็นภคบังคับสำหรับเด็กหญิงและผู้หญิงในช่วงอายุ 9-26 ปี อย่างไรก็ดี ขณะนี้การวิจัยประสิทธิภาพของวัคซีน ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และได้ขยายผลครอบคลุมมาสู่กลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 27 – 45 ปีแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว การตรวจแปป สเมียร์ อย่างสม่ำเสมอก็เป็นเรื่อง ที่สูติ-นรีแพทย์ยังคงแนะนำให้ปฏิบัติอยู่ เพราะการป้องกันจากวัคซีนดังกล่าว สามารถครอบคลุมเฉพาะในส่วนของเชื้อเอชพีวีเฉพาะสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุุุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ในขณะที่เราอาจจะยังมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีในสายพันธุ์อื่นๆ ที่อาจมีผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน
มะเร็งปากมดลูก... โรคร้ายที่วันนี้การป้องกันอยู่ในมือคุณ
ปรึกษาแพทย์ของท่าน เพื่อขอข้อมูลแนวทางการป้องกันที่ได้รับการยอมรับแล้ว โดยผู้หญิงนับล้านคนจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก


"วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก อีกสิ่ง... สำหรับอนาคตที่กำหนดได้โดยคุณ"



  




โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร



โรคการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาหลอดอาหาร หรือที่นิยมเรียกว่า โรคกรดไหลย้อน Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติ หลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาน 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
  • ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป ไม่มีผลต่อสุขภาพมากมาย (Gastro-Esophageal Reflux : GER)
  • ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร (Gastro-Esophageal Reflux Disease : GERD)
  • ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียง หรือหลอดลม (Laryngo-Pharyngeal Reflux : LPR

    สาเหตุของกรดไหลย้อน
    โรคกรดไหลย้อน นอกจากจะเกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร หรือความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหารในตัวผู้ป่วยเองแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเสริมอีกด้วย เช่น

1.รับประทานอาหารประเภทที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารมัน ของทอด



2.ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์, น้ำอัดลม


3.หญิงตั้งครรภ์
     
4. คนอ้วน

5. สูบบุหรี่


6. ช็อกโกแลต กระเทียม มะเขือเทศ





7. อาการของโรคกรดไหลย้อนกินเสร็จอิ่มๆ หรือกินอาหารเสร็จยังไม่ถึง 4 ชั่วโมงแล้วนอน
8. Hiatus hernia คือ โรคที่เกิดจาก กระเพาะอาหารส่วนต้น ยื่นเข้าไปกระบังลม


อาการของโรค
  • เสียงแหบกว่าปกติโดยไม่ได้เป็นโรคอื่นใดที่เกี่ยวกับกล่องเสียง
  • ปวดแสบปวดร้อนในหน้าอก หรือที่เรียกว่า Heart Burn เนื่องจากกรดไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ
  • มีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอก เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ หายใจไม่ออกเวลานอน
  • กลืนอาหารลำบาก ถ้าเป็นมากจะเจ็บคอมากจนอาจจะกลืนอาหารแทบจะไม่ได้
  • คลื่นไส้
  • มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน
  • รับประทานอาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง
  • ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม

    แนะนำการรักษากรดไหลย้อน
1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม


นิสัยส่วนตัว


ถ้าเป็นไปได้ ควรพยายามลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว


นิสัยในการรับประทาน


หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัว
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น


รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง


นิสัยการนอน


ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6 - 10 นิ้วจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
อาการต่างๆ อาจไม่ดีขึ้นเร็ว ต้องใช้เวลาในการหาย เมื่ออาการต่าง ๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันข้างต้นดังกล่าว ได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่อง แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ที่สำคัญไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น


การรักษาโดยใช้ยา

จะได้ผลดีที่สุดเมื่อมีการอักเสบของหลอดอาหาร ตัวยาลดกรด (Antacids) ใช้สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง และยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกรดไหลย้อนที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ ยาลดกรดในกลุ่ม(Proton pump inhibitors) โดยการใช้ยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ 


การผ่าตัด

หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง รักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาอีก






วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

สตรอเบอรี่ช่วยลดอัตราเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันในสมอง







"สตรอเบอรี่" ในประเทศไทย มีประวัติความเป็นมายาวนาน ประเทศไทยได้มีการนำพันธุ์เข้ามาทดลองปลูกหลายยุคหลายสมัยทางภาคเหนือ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานต้น พันธุ์สตรอเบอรี่ ที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี ได้แก่ พันธุ์แคมบริดจ์แฟเวอริท , พันธุ์ทีโอก้า และพันธุ์ซีควอเอีย แก่เกษตรกร หรือรู้จักกันในนามพันธุ์พระราชทาน 13, 16 และ 20 ตามลำดับ จนมาถึงตอนนี้สตรอเบอรี่ กลายเป็นผลไม้ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของภาคเหนือ สามารถส่งออกได้ทั้งในลักษณะแช่แข็ง ทำเงินเข้าประเทศได้ อย่างกว้างขวาง ทั้งในรูปแบบรับประทานสดและแปรรูป สร้างรายได้แก่ เกษตรกรอย่างมาก และในแง่โภชนาการแล้ว
   นอกจากนี้ สตรอเบอรี่ ยังถือได้ว่าเป็นผลไม้แห่งความรัก"สุขภาพ" เพราะนอกจากหน้าตาน่ารักน่าทาน สีสันสดใส และรสหวานเปรี้ยวปนหวานอร่อยถูกใจใครหลายๆ คนแล้ว ยังมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนการมากมาย 




ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่
  - เป็นผลไม้ที่มีพลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับ ลดความอ้วน
  - วิตามินซีสูง สามารถป้องกันโรคหวัดได้เมื่อทานเป็นประจำ
  - ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้
  - ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้
  - ช่วยล้างพิษ  ทำให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย
  - ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
  - สตรอเบอรี่มีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และที่สำคัญคือมีวิตามินซี จำนวนมหาศาล โดยในวิตามินซีนั้นมี กรดอินทรีย์สำคัญที่เรียกว่า "กรดแอสคอร์บิก" (Ascorbic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วย เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายต่อโรคภัยต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหวัด เป็นต้น ที่สำคัญคือ ช่วยชะลอความแก่ และริ้วรอยก่อนวัยอันควร
 - ผลที่มีสีแดงสดของสตรอเบอรี่ ยังทำให้มีส่วนประกอบของสารสำคัญที่ชื่อว่า "แอโธไซ-ยานิน" (Anthocyanin)  ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจและ เส้นเลือดอุดตันในสมอง ชะลอความเสื่อมของดวงตา
ที่สำคัญคือยังช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษอีกด้วย

แนวทางที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากสตรอเบอร์รี่   ควรเก็บในตู้เย็นและทานทันทีหลังจากซื้อ เพราะ วิตามินซี และสารต้านอนุมุลอิสระอื่นๆ ในสตรอเบอร์รี่ไม่คงตัว  หรืออาจนำเอาไปประกอบเมณูอาหารรับประทาน  แต่การที่ทานแบบสดๆ จะทำให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าของสตรอเบอร์รี่สูงสุด
                                  
รู้อย่างนี้แล้ว คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า สตรอเบอรี่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมอบให้กับคนที่คุณรัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นผลไม้คแทนความรักความห่วงใยนั่นเอง

โดยส่วนตัวก็เป็นคนทานชอบสตรอเบอรี่อยู่แล้วค่ะ ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้  เพื่อนๆ ก็หันมาแทนความรักด้วยสตรอเบอรี่กันบ้างนะคะ





ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรค


 



โรค เป็นสภาวะผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิตซึ่งทำให้การทำงานของร่างกายเสียไปหรืออาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โรคยังอาจหมายถึงภาวะการทำงานของร่างกายซึ่งทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวเอง ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นอาการหรืออาการแสดงต่อโรคนั้นๆ
ในมนุษย์ คำว่าโรคอาจมีความหมายกว้างถึงภาวะใดๆ ก็ตามที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด,การทำหน้าที่ผิดปกติขิงเซลล์, ความกังวลใจ, ปัญหาสังคม หรือถึงแก่ความตาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ได้รับผลหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด โรคอาจถูกใช้เพื่อเรียกการบาดเจ็บ, ความพิการ, ความผิดปกติ, กลุ่มอาการ, การติดเชื้อ, อาการ, พฤติกรรมเบี่ยงเบน, และการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานในประชากรมนุษย์

สาเหตุของโรค

      70% ของโรคหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากโภชนาการบกพร่อง นั่นก็คือ คนป่วย 10 คนที่ไปพบแพทย์จะมี 7 คนที่ป่วยเนื่องจากได้รับอาหารผิดหลักโภชนาการ คุณคงทราบว่าโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดเรียงลำดับ 1-3 คือ มะเร็ง หัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับ หลอดเลือดตีบ ทั้ง 3 โรคไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง
     ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถทานอาหารได้ครบ ทั้งปริมาณและสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ได้ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เลือกทานตามใจปาก ชอบทานฟาสต์ฟูด ได้รับสารพิษจากขั้นตอนการผลิต และปรุงอาหารที่ไม่สะอาด พืช ผัก ผลไม้ มียาฆ่าแมลงตกค้าง เนื้อสัตว์ มีการใช้สารเคมีเพื่อเร่งให้โตไว หรือแม้กระทั่งยารักษาโรคที่คุณรับประทาน เข้าไปก็เป็นสารเคมี คุณอาจเคยอ่านเจอในฉลากยาบางชนิดว่า "ห้ามกินติดต่อกันเกิน....วัน" เพราะอาจอันตราย ต่อร่างกาย





    สาเหตุหลักมาจากโภชนาการที่บกพร่องและระบบดูดซึมอาหารของร่างกาย ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารเข้าไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ ถึงแม้เราจะทานอาหารปริมาณมาก ก็ตามแต่เนื่องจากว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่อาหาร ที่ทานนั้นจะมีแต่ แป้งและไขมันเป็นส่วนมาก เมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย จะทำงานเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าโรคอ้วน โรคผอม ไม่แข็งแรง ปวดหัว เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเส้น เลือด ความดัน และอื่นๆ เป็นผลมาจากที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกต้อง อีกอย่างหนึ่งคือ ระบบดูดซึมที่ทำงาน ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากลำไส้ของเราจะมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ตามผนังลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบดูดซึมทำงาน ได้เพียง 30-50% เท่านั้น หากเราทานอาหารเข้าไป 100% ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เพียง 50% เท่านั้น ดังนั้นเราจะ ได้สารอาหารที่ไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการอย่างแน่นอนจึงเป็นผลให้ร่างกายไม่สามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควร จะเป็น และเป็นผลให้สุขภาพที่ไม่
  






การเกิดโรค
    ในสภาวะความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทต่อ
การดำรงชีพของคนปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ผู้ที่อาศัยในตัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น กรุงเทพฯ

 .... 

การนำเอาธรรมชาติมาแปรรูปเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย เริ่มขึ้นอย่างฟุ่มเฟือย 

และกลายเป็นความเคยชิน และในที่สุดเราก็คิดว่าเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน
 (ที่เราขาดไม่ได้) ความไม่รู้หรือการหลงผิดในความดิดนี้ ทำให้เรากลับไปพึ่งพาสารเคมีทีแฝง
มาอยู่ในรูป "คุณหมอวิเศษ" ที่ดลบันดาลให้ในทุกรูปแบบ ถ้าหากมาทำความเข้าใจในหลักใหญ่
ของธรรมชาติและเรียนรู้ว่า "มนุษย์เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ" เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มนุษย์ปฏิบัติตน
ผิดหลักของ ธรรมชาติแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเราเอง 

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจพื้นฐานของร่างกายเรา เราก็จะทราบว่าสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรคภัยไข้เจ็บ 
และอาการที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ในร่างกาย โดยสรุปมีดังนี้:-

1. อาหาร เนื่องจากพบว่าคนไทยในสังคมปัจจุบันมีความเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารกัน
เป็นส่วนมากเชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่าง ๆ อย่างมากมายอันมีสาเหตุมาจากการ บริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องจากค่านำยมที่ผิด ๆ และสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย การทดลองซึ่งเป็นงานวิจัยของ ต่างชาติแต่นำมาใช้กับคนไทย ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นถิ่นกำเนิน, สายพันธุ์, ภูมิประเทศ, ภูมิอากาศ,การบริโภคและอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าให้ข้อมูลด้านโภชนาการที่มีอยู่ 
ถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องร่ายกายได้รับสารอาหารที่ฟื้นฟูตัวเองในทุกระบบแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมทันที ทำให้ร่างกาย นำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ขับถ่ายง่ายไม่เหลือของเสียตกค้าง ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกประเภทและคนปกติอย่างมีข้อจำกัดน้อยที่สุด ปลอดภัยและมีราคาต่ำ ที่สำคัญ
ทุกคนปฏิบัติเองได้ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น
2. อารมณ์ อารมณ์ตึงเครียดจะส่งผลทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลีน ( ฮอร์โมนแห่งความทุกข์) หลั่งมาจากต่อมหมวกไต ทำให้ภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงขึ้น เลือดข้นขึ้น ความดันโลหิตสูง ขบวนการเคมีเกิดขึ้นมากมายแต่ไม่สมดุลเกิดเซลตายจำนวนมากมาย และในขณะที่เครียด 
ถุงน้ำดีจะปิดการย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูป เป็นพลังงาน แก่ร่างกายและเป็น ส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย 

ถ้าขบวนการเผาพลาญอาหารมาเป็นพลังงานในการสร้างเซลใหม่และกำจัดของเสียเกิดไม่ทัน 
จะเกิดการสะสมเซลตายซึ่งเป็นสาเหตุของอาการและโรคจำนวนมาก 

ดังต่อไปนี้เช่น อาการสารพัดปวด, เนื้องอก, มะเร็ง, ภูมิแพ้, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคกระเพาะ,โรคลำไส้, โรคไต, ผมหงอกก่อนวัย, กระดูกผุ, ปวดประจำเดือน, ความดันโลหิตสูง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, ต้อเนื้อ, ต้อกระจก, ต้อลม, ตาพร่า ฯลฯ

3.อากาศ เราจะพบว่าคนไทยส่วนมากโดยเฉพาะในสังคมเมืองหลวงหายใจสั้นและเร็ว ทำให้การหายใจแต่ละครั้งได้ปริมาณ O2 น้อย และเอา CO2 ออกได้น้อยเช่นกัน ปอดทั้งสองข้างจะทำงานไม่ได้เต็มที่ เมื่อปล่อยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้เกิดความเสื่อม ไปถึงความผิดปกติยังระบบอื่น ๆ
4. อุจจาระ การขับถ่ายของคนเราโดยเฉพาะอุจจาระนั้น ควรทำให้เป็นปกติทุกวันก่อน 7 โมงเช้า ควรขับของเสียออกให้หมด และเตรียมรับอาหารมื้อเช้า คนที่ไม่พยายามขับถ่ายให้เป็นปกติ ปล่อยให้ท้องผูกเป็นประจำจะเป็นการปล่อยให้ร่างกายดูดซึมของเสียไปเลี้ยร่างกายเนื่องจากปกติอาหารที่เรากินกันอยู่ส่วนมาก ภายใน 12 ชั่วโมง ก็เริ่มบูดเน่า คนที่ท้องผูกเป็นระยะเวลานาน ๆ จะเป็นสาเหตุอันนำไปสู่อาการและโรคจำนวนมากมายหลายโรคเช่น สมองเสื่อม หลงลืม ปวดทั้งหลาย ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ เนื้องอก มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต หอบหืด นอนไม่หลับ ฯลฯ
5. การออกกำลังกาย ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตนเอง เวลาที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายควรเป็นช่วง 05.00-07.00 น. ในตอนเช้า เพราะจะเป็นการช่วยให้ลำไส้ใหญ่และไตขับของเสียออกให้หมด และพร้อมที่จะขับถ่าย และรับอาหารใหม่ในตอนเช้า
6. การนอน เวลาที่ควรให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนก็คือ ช่วงเวลา 3 ทุ่มถึงตี 3 (จะตื่นหลังตี 3 ก็ได้) แต่ไม่ควรเข้านอนเกิน 3 ทุ่ม การนอนดึกหรือการพักผ่อน
ไม่เพียงพอจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานหนักและทำให้เสื่อมเร็ว การนอนดึกจะส่งผลไปยังความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในทุกระบบ เนื่องจากทุกอวัยวะต้องได้รับ
สารอาหารจากการไหลเวียนตลอดเวลา มีของเสียตกค้างระดับเซล ทำให้มีอาการทางผิวหนังแพ้ง่าย เป็นฝ้า กระ แผลพุพองจากการติดเชื้อ โรคผิวหนังต่าง ๆ และเกิดอาการปวดบริเวณ
หลังส่วนบนของร่ายกาย ได้แก่ ไหล่ ศีรษะ ไมแกรน ความจำเสื่อม สมองฝ่อ ขี้ลืม ฯลฯดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่เราจะปฏิบัติตนและทำความเข้าใจว่า..โรคแต่ละชนิดนั้นมีที่มาไม่ต่างกัน ที่ต่างกันคือชื่อเท่านั้น


ประเภทของโรคแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. โรคติดต่อหรือโรคติดเชื้อ คือ โรคที่สามารถถ่ายทอด ติดต่อถึงกันได้ระหว่าง

บุคคล โดยมีเชื้อจุลินทรีย์ ต่าง ๆ เป็นสาเหตุของโรค ได้แก่ วัณโรคกามโรค โรคเรื้อน อหิวาตกโรค โรคเอดส์ เป็นต้น แม้ว่าเชื้อโรคจะเป็นตัวก่อเหตุ แต่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของมนุษย์ก็เป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญ

2. โรคไม่ติดต่อหรือโรคไม่ติดเชื้อ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติหรือความ

เสื่อมโทรมของร่างกายและจิตใจ ไม่สามารถที่จะติดต่อไปหาบุคคลอื่นได้
 เช่น โรคหัวใจ  โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง  โรคนิ่ว  โรคจิต และโรคประสาท โรคความดันเลือดต่าง ๆ เป็นต้น

                                              




http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84
http://www.google.co.th/images?hl=th&noj=1&q=%E0%B8%9B%E0%



 

เส้นทางสู่วิชาชีพพยาบาล













นาทีแห่งความเจ็บปวดด้วยโรคร้ายหรือความป่วยไข้ หรือนาทีเป็นนาทีตายแห่งชีวิตของผู้คนจากอุบัติเหตุเภทภัย แสงสว่างจากเครื่องแบบสีขาว คือความหวังที่จะต่อลมหายใจ ความหวังนั้นไม่ได้มีเพียงแพทย์เท่านั้น เพราะการเยียวยารักษาพยาบาลความป่วยไข้ ผ่าตัด หรือช่วยชีวิต จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีบุคคลสำคัญที่ เรียกว่า "พยาบาล"



"พยาบาล" เป็นได้ทั้งชายและหญิง เพียงแต่ควรจะสูงกว่า 150 ซ.ม. และน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 ก.ก. ไม่เช่นนั้น การดูแลช่วยเหลือคนไข้อาจทำได้ไม่สะดวกและไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมีหน้าที่หลักสำคัญ คือ การดูแลช่วยเหลือคนไข้ในทุกๆเรื่อง เป็นทั้งแขนขาเวลาที่คนไข้ไม่สามารถขยับเขยื้อนเองได้ เป็นเหมือนปากเวลาที่คนไข้พูดไม่ได้ ดื่มน้ำ หรือกินข้าวเองไม่ได้ และเป็นเหมือนดวงตา เวลาที่คนไข้มองไม่เห็น ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนอวัยวะต่างๆของหมอ เพราะมีหน้าที่กระทำการทุกอย่างตามที่แพทย์วินิจฉัย ตั้งแต่ฉีดยา ทำแผล เจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ฯลฯ จนถึง ปั๊มหัวใจ เพื่อรักษาชีวิต


"พยาบาล" คือผู้ที่มีวิชาความรู้ในการดูแลมนุษย์ทุกคน ตั้งแต่ก่อนเกิด คือเมื่อแม่ตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอดลูก เรียนรู้วิธีการดูแลทารกแรกเกิด ดูแลเด็กจนเติบโต ดูแลผู้ใหญ่ในฐานะผู้ป่วย ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ในยามที่เรียกว่า ไม้ใกล้ฝั่ง จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายแห่งชีวิต จึงจะพ้นจากภาระหน้าที่ความรับผิด- ชอบของผู้ที่ได้ชื่อว่า "พยาบาล" และ



"พยาบาล" คือผู้ที่ต้องสลับผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย คลอดลูก อุบัติเหตุ อาชญากรรม ไปจนถึงวินาศภัย เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา "พยาบาล" จึงต้องพร้อมเสมอสำหรับการทำหน้าที่ในห้องฉุกเฉิน ห้องคลอด และห้องผ่าตัด นอกเหนือจากการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนป่วยที่ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทั้งวันทั้งคืน



"พยาบาล" จึงไม่ใช่เพียงการประกอบอาชีพ เพื่อการมีรายได้ แต่ยังเป็นวิชาชีพ ที่ต้องพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์แห่งความหดหู่ โศกเศร้า และกดดันกับนาทีเป็นนาทีตายของทุกชีวิต และพร้อมที่จะเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อการดูแลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตา