วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

โรคของสมองและระบบประสาท






ไมเกรน (migraine)
โรคปวดศีรษะ อาการปวดเป็นพักๆ เป็นๆ หายๆ มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก อาการปวดไมเกรน จะแย่ลงถ้ามีการเคลื่อนไหว ขณะปวดมักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วครู่ ชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย


อาการ
อาการปวดศีรษะในโรคไมเกรนมีลักษณะสำคัญ คือ มักมีอาการปวดข้างเดียว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดตื้อๆ อาการปวดมักเป็นมาก ปานกลาง ถึงรุนแรง และมักเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ระยะเวลาของอาการปวดเกิดขึ้นได้แตกต่างกันได้มาก อาจพบอาการเบื่ออาหารได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนอาการคลื่นไส้พบได้ประมาณร้อยละ 90 ในขณะที่อาการอาเจียนพบในผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 ภาวะที่ผู้ป่วยไวต่อสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้นก็พบได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่มักอยากอยู่ในห้องมีดและเงียบเพราะจะทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้น

โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าชาย
เริ่มอาการครั้งแรกในวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว อาการเป็นๆ หายๆ ถี่หรือห่างแล้วแต่บุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม บางคนอาการจะหายไปเมื่ออายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการไมเกรนครั้งแรกในช่วงอายุก่อน 30 ปี แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 40-50 ปี


ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัด คือ เสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมากๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้


สาเหตุ
  1. สาเหตุและกลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ระยะหลังมานี้มีคณะวิจัยทางด้านจีโนมิกส์ พบว่า ion-transport gene อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไมเกรน
  2. พบว่าระบบประสาทของผู้ที่เป็นไมเกรนไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เมื่อระบบประสาทมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด และเส้นประสาทรอบๆ สมอง
  3. บางทฤษฎีอธิบายจากความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองก็ได้
  4. หลักฐานข้อมูลทางระบาดวิทยา เชื่อว่าไมเกรนถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จะเกิดอาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระทบ ไมเกรนเป็นความผิดปรกติในกลุ่มโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย โดยมีอาการทางระบบประสาทก่อนมีอาการปวดศีรษะไมเกรน
  5. เดิมเชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัวเกิดขึ้น หลังจากนั้นร่างกายมีการตอบสนองโดยการทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว ซึ่งการขยายตัวของหลอดเลือดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด
    ศรีษะขึ้น

ปัจจัยกระตุ้น

1. อาหาร การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่ใส่ผงชูรส ใส่สถนอมอาหาร อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น คาเฟอีน ช๊อคโกแล็ต ผงชูรส สารไนเตรท สารไทรามีน




2. การนอนหลับ การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไปสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้ จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับการขยายและหดตัวของหลอดเลือดในสมอง




3.ฮอร์โมน ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นไมเกรนมักจะมีอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือน และความรุนแรงและระยะเวลาในการปวดมักจะมากกว่าหรือการปวดในช่วงอื่น การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ มักจะทำให้อาการปวดไมเกรนแย่ลง





4. สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศร้อน ตากแดด กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ




5. ความหิว มีการศึกษาวิจัยพบว่าความหิวเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดไมเกรนเท่าๆ กับความวิตกกังวล ความโกรธ และภาวะซึมเศร้า





6. ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดและไม่สามารถจัดการกับความเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ จะมีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อยและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เครียด


การรักษา




  1. วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญ ได้แก่ การบรรเทาอาการปวดศีรษะ และการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ
  2. การบรรเทาอาการปวดศีรษะอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น การนวด การกดจุด การประคบเย็น การประคบร้อน หรือการนอนหลับ ในรายที่ไม่ได้ผลหรืออาการปวดรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบันมียาแก้ปวดที่ได้ผลดีหลายชนิด ยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียงต่างๆ กันไป ประกอบกับผู้ป่วยแต่ละรายก็ตอบสนองต่อยามาไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมในแต่ละรายไป สำหรับยาที่ระงับอาการไมเกรนปัจจุบันนิยมใช้ยาในกลุ่ม ergot alkaloids และ triptans
  3. การป้องกันไม่ให้เกิด หรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั้น ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือ การรับประทานยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน
  4. ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่
  5. ยาต้านเบต้า เช่น propanolol, nadol, atenodol, metoprolol และ timolol ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไมเกรนได้ แต่ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดอาการข้างเคียงทางพฤติกรรมได้ เช่น ง่วงซึม อ่อนล้าง่าย การนอนหลับผิดปกติ ฝันร้าย ภาวะซึมเศร้า ความจำเลวลง และประสาทหลอน ยาในกลุ่มนี้จะต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยไมเกรนที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย
  6. ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressant เช่น amitriptyline เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการไมเกรน อารข้างเคียงของยานี้คือ รับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ปากแห้ง และง่วงซึม
  7. ยากันชักบางชนิด 
  8. ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่ายากันชักสามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้ผลดี เช่น sodium valproate, toprimate






http://www.108health.com/108health/category.php?sub_id=56&ref_main_id=15
http://www.bangkokpattayahospital.com/pattayahealth/healthtip_detail.php?tid=16
http://www.google.co.th/images?um=1&hl=th&biw=1280&bih=668&tbs=isch:1&sa=1&q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99&aq=f&aqi=g2&aql=&oq=

ภัยร้ายใกล้ตัวผู้หญิง...มะเร็งปากมดลูก





     มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยมีสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน เมื่อเป็นในระยะเริ่มแรกส่วนมากไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ ดังนั้นการตรวจหามะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถตรวจตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ในระยะเริ่มต้นซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและป้องกันไม่ให้กลายเป็นมะเร็งชนิดลุกลามได้ทันท่วงทันที และสามารถรักษาให้หายขาดได้



 มะเร็งปากมดลูก คือ มะเร็งที่ใช้ระยะเวลาในการก่อตัวของโรคนานกว่า 5 -10 ปี นับจากช่วงแรกที่เซลส์บริเวณปากมดลูกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจนถึงระยะที่ภาวะของโรคอยู่ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น โดยไม่ปรากฎอาการหรือสัญญาณใด ๆ จึงเป็นเหตุให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวเลยว่าได้ป่วยเป็นโรคนี้แล้วจนเมื่อเริ่มมีอาการปรากฏ แต่นั่นก็อาจหมายถึงโรคร้ายนี้ได้ลุกลามเข้าสู่ระดับที่รุนแรงและยากต่อการรักษาให้หายขาดได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ที่บริเวณปากมดลูก เป็นเหตุให้เซลล์ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นเซลล์ผิดปกติได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกดังนี้
• มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย
• มีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีคู่นอนหลายคน
• รับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
• สูบบุหรี่
• ขาดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก



สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคมะเร็งปากมดลูก
 - มีเลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติหรือมีระยะเวลานานกว่าปกติ
 - รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
 - ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน,มีตกขาวผิดปกติ
 - มีของเหลวไหลจากช่องคลอดผิดปกติหรือมีเลือดออกในช่วงวัยหมดประจำเดือน


อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการที่พบมากที่สุดคือ การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด 80 - 90 % ลักษณะ เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวปนเลือด มีกลิ่นเหม็นหรือเลือดออกสดๆ เป็นก้อนเลือด สตรีที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดจึงควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจภายใน


การป้องกันตน จากโรคมะเร็งปากมดลูก


การป้องกันตน เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูก
      การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูกหรือลดโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวี เป็นเรื่องสำคัญของผู้หญิงยุคนี้ โดยมีข้อแนะนำที่ทำได้ง่ายๆ คือ
     1. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เพื่อลดช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ดังนั้น วัยรุ่นจึงนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ HPV จากพฤติกรรมของการมีเพศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน
     2. ควรจะให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า "แป็ป สเมียร์" (Pap smear) ซึ่งปัจจุบัน สามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยควรที่จะรับการตรวจเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อให้เราทราบว่า เซลส์บริเวณปากมดลูกมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะการรักษาในระยะก่อนเป็นมะเร็งจะทำให้มีโอกาสหายขาดได้ค่อนข้างสูง ในขณะที่การรักษาในระยะลุกลามนั้น จะรักษายากและทำให้มีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น



วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก... นวัตกรรมที่ช่วยลดสถิติของโรคร้ายนี้
          ความสำเร็จจากการค้นพบสาเหตุและวิทยาการของการแพทย์สมัยใหม่ ได้นำมาสู่การพัฒนาเป็นวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (6,11,16,18) ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% ในส่วนที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อ เอชพีวีสายพันธุ์ที่สำคัญ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US. FDA) ได้ให้การรับรองว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์หลักเหล่านั้น ได้ 100% ถ้าหากได้รับวัคซีนก่อนที่จะมีการติดเชื้อ นอกจากนี้ วัคซีนดังกล่าวยังสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีชนิดที่ไม่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง แต่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศได้อีกด้วย


          ด้วยประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมทั้งโรคหูดอวัยวะเพศ ทำให้วัคซีนมะเร็งปากมดลูกชนิด 4 สายพันธุ์ (6,11,16,18) นี้ ได้รับการยอมรับและผ่านการอนุมัติการใช้แล้วในประเทศไทย และกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ นอกจากนี้ในประเทศชั้นนำอย่างออสเตรเลียและบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ยังได้ประกาศให้วัคซีน นี้เป็นภคบังคับสำหรับเด็กหญิงและผู้หญิงในช่วงอายุ 9-26 ปี อย่างไรก็ดี ขณะนี้การวิจัยประสิทธิภาพของวัคซีน ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และได้ขยายผลครอบคลุมมาสู่กลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 27 – 45 ปีแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว การตรวจแปป สเมียร์ อย่างสม่ำเสมอก็เป็นเรื่อง ที่สูติ-นรีแพทย์ยังคงแนะนำให้ปฏิบัติอยู่ เพราะการป้องกันจากวัคซีนดังกล่าว สามารถครอบคลุมเฉพาะในส่วนของเชื้อเอชพีวีเฉพาะสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุุุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ในขณะที่เราอาจจะยังมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีในสายพันธุ์อื่นๆ ที่อาจมีผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน
มะเร็งปากมดลูก... โรคร้ายที่วันนี้การป้องกันอยู่ในมือคุณ
ปรึกษาแพทย์ของท่าน เพื่อขอข้อมูลแนวทางการป้องกันที่ได้รับการยอมรับแล้ว โดยผู้หญิงนับล้านคนจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก


"วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก อีกสิ่ง... สำหรับอนาคตที่กำหนดได้โดยคุณ"



  




โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร



โรคการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาหลอดอาหาร หรือที่นิยมเรียกว่า โรคกรดไหลย้อน Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติ หลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาน 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
  • ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป ไม่มีผลต่อสุขภาพมากมาย (Gastro-Esophageal Reflux : GER)
  • ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร (Gastro-Esophageal Reflux Disease : GERD)
  • ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียง หรือหลอดลม (Laryngo-Pharyngeal Reflux : LPR

    สาเหตุของกรดไหลย้อน
    โรคกรดไหลย้อน นอกจากจะเกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร หรือความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหารในตัวผู้ป่วยเองแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเสริมอีกด้วย เช่น

1.รับประทานอาหารประเภทที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารมัน ของทอด



2.ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์, น้ำอัดลม


3.หญิงตั้งครรภ์
     
4. คนอ้วน

5. สูบบุหรี่


6. ช็อกโกแลต กระเทียม มะเขือเทศ





7. อาการของโรคกรดไหลย้อนกินเสร็จอิ่มๆ หรือกินอาหารเสร็จยังไม่ถึง 4 ชั่วโมงแล้วนอน
8. Hiatus hernia คือ โรคที่เกิดจาก กระเพาะอาหารส่วนต้น ยื่นเข้าไปกระบังลม


อาการของโรค
  • เสียงแหบกว่าปกติโดยไม่ได้เป็นโรคอื่นใดที่เกี่ยวกับกล่องเสียง
  • ปวดแสบปวดร้อนในหน้าอก หรือที่เรียกว่า Heart Burn เนื่องจากกรดไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ
  • มีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอก เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ หายใจไม่ออกเวลานอน
  • กลืนอาหารลำบาก ถ้าเป็นมากจะเจ็บคอมากจนอาจจะกลืนอาหารแทบจะไม่ได้
  • คลื่นไส้
  • มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน
  • รับประทานอาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง
  • ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม

    แนะนำการรักษากรดไหลย้อน
1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม


นิสัยส่วนตัว


ถ้าเป็นไปได้ ควรพยายามลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว


นิสัยในการรับประทาน


หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัว
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น


รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง


นิสัยการนอน


ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6 - 10 นิ้วจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
อาการต่างๆ อาจไม่ดีขึ้นเร็ว ต้องใช้เวลาในการหาย เมื่ออาการต่าง ๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันข้างต้นดังกล่าว ได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่อง แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ที่สำคัญไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น


การรักษาโดยใช้ยา

จะได้ผลดีที่สุดเมื่อมีการอักเสบของหลอดอาหาร ตัวยาลดกรด (Antacids) ใช้สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง และยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกรดไหลย้อนที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ ยาลดกรดในกลุ่ม(Proton pump inhibitors) โดยการใช้ยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ 


การผ่าตัด

หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง รักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาอีก






วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

สตรอเบอรี่ช่วยลดอัตราเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันในสมอง







"สตรอเบอรี่" ในประเทศไทย มีประวัติความเป็นมายาวนาน ประเทศไทยได้มีการนำพันธุ์เข้ามาทดลองปลูกหลายยุคหลายสมัยทางภาคเหนือ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานต้น พันธุ์สตรอเบอรี่ ที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี ได้แก่ พันธุ์แคมบริดจ์แฟเวอริท , พันธุ์ทีโอก้า และพันธุ์ซีควอเอีย แก่เกษตรกร หรือรู้จักกันในนามพันธุ์พระราชทาน 13, 16 และ 20 ตามลำดับ จนมาถึงตอนนี้สตรอเบอรี่ กลายเป็นผลไม้ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของภาคเหนือ สามารถส่งออกได้ทั้งในลักษณะแช่แข็ง ทำเงินเข้าประเทศได้ อย่างกว้างขวาง ทั้งในรูปแบบรับประทานสดและแปรรูป สร้างรายได้แก่ เกษตรกรอย่างมาก และในแง่โภชนาการแล้ว
   นอกจากนี้ สตรอเบอรี่ ยังถือได้ว่าเป็นผลไม้แห่งความรัก"สุขภาพ" เพราะนอกจากหน้าตาน่ารักน่าทาน สีสันสดใส และรสหวานเปรี้ยวปนหวานอร่อยถูกใจใครหลายๆ คนแล้ว ยังมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนการมากมาย 




ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่
  - เป็นผลไม้ที่มีพลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับ ลดความอ้วน
  - วิตามินซีสูง สามารถป้องกันโรคหวัดได้เมื่อทานเป็นประจำ
  - ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้
  - ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้
  - ช่วยล้างพิษ  ทำให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย
  - ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
  - สตรอเบอรี่มีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และที่สำคัญคือมีวิตามินซี จำนวนมหาศาล โดยในวิตามินซีนั้นมี กรดอินทรีย์สำคัญที่เรียกว่า "กรดแอสคอร์บิก" (Ascorbic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วย เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายต่อโรคภัยต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหวัด เป็นต้น ที่สำคัญคือ ช่วยชะลอความแก่ และริ้วรอยก่อนวัยอันควร
 - ผลที่มีสีแดงสดของสตรอเบอรี่ ยังทำให้มีส่วนประกอบของสารสำคัญที่ชื่อว่า "แอโธไซ-ยานิน" (Anthocyanin)  ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจและ เส้นเลือดอุดตันในสมอง ชะลอความเสื่อมของดวงตา
ที่สำคัญคือยังช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษอีกด้วย

แนวทางที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากสตรอเบอร์รี่   ควรเก็บในตู้เย็นและทานทันทีหลังจากซื้อ เพราะ วิตามินซี และสารต้านอนุมุลอิสระอื่นๆ ในสตรอเบอร์รี่ไม่คงตัว  หรืออาจนำเอาไปประกอบเมณูอาหารรับประทาน  แต่การที่ทานแบบสดๆ จะทำให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าของสตรอเบอร์รี่สูงสุด
                                  
รู้อย่างนี้แล้ว คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า สตรอเบอรี่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมอบให้กับคนที่คุณรัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นผลไม้คแทนความรักความห่วงใยนั่นเอง

โดยส่วนตัวก็เป็นคนทานชอบสตรอเบอรี่อยู่แล้วค่ะ ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้  เพื่อนๆ ก็หันมาแทนความรักด้วยสตรอเบอรี่กันบ้างนะคะ





ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรค


 



โรค เป็นสภาวะผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิตซึ่งทำให้การทำงานของร่างกายเสียไปหรืออาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โรคยังอาจหมายถึงภาวะการทำงานของร่างกายซึ่งทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวเอง ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นอาการหรืออาการแสดงต่อโรคนั้นๆ
ในมนุษย์ คำว่าโรคอาจมีความหมายกว้างถึงภาวะใดๆ ก็ตามที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด,การทำหน้าที่ผิดปกติขิงเซลล์, ความกังวลใจ, ปัญหาสังคม หรือถึงแก่ความตาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ได้รับผลหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด โรคอาจถูกใช้เพื่อเรียกการบาดเจ็บ, ความพิการ, ความผิดปกติ, กลุ่มอาการ, การติดเชื้อ, อาการ, พฤติกรรมเบี่ยงเบน, และการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานในประชากรมนุษย์

สาเหตุของโรค

      70% ของโรคหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากโภชนาการบกพร่อง นั่นก็คือ คนป่วย 10 คนที่ไปพบแพทย์จะมี 7 คนที่ป่วยเนื่องจากได้รับอาหารผิดหลักโภชนาการ คุณคงทราบว่าโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดเรียงลำดับ 1-3 คือ มะเร็ง หัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับ หลอดเลือดตีบ ทั้ง 3 โรคไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง
     ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถทานอาหารได้ครบ ทั้งปริมาณและสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ได้ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เลือกทานตามใจปาก ชอบทานฟาสต์ฟูด ได้รับสารพิษจากขั้นตอนการผลิต และปรุงอาหารที่ไม่สะอาด พืช ผัก ผลไม้ มียาฆ่าแมลงตกค้าง เนื้อสัตว์ มีการใช้สารเคมีเพื่อเร่งให้โตไว หรือแม้กระทั่งยารักษาโรคที่คุณรับประทาน เข้าไปก็เป็นสารเคมี คุณอาจเคยอ่านเจอในฉลากยาบางชนิดว่า "ห้ามกินติดต่อกันเกิน....วัน" เพราะอาจอันตราย ต่อร่างกาย





    สาเหตุหลักมาจากโภชนาการที่บกพร่องและระบบดูดซึมอาหารของร่างกาย ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารเข้าไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ ถึงแม้เราจะทานอาหารปริมาณมาก ก็ตามแต่เนื่องจากว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่อาหาร ที่ทานนั้นจะมีแต่ แป้งและไขมันเป็นส่วนมาก เมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย จะทำงานเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าโรคอ้วน โรคผอม ไม่แข็งแรง ปวดหัว เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเส้น เลือด ความดัน และอื่นๆ เป็นผลมาจากที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกต้อง อีกอย่างหนึ่งคือ ระบบดูดซึมที่ทำงาน ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากลำไส้ของเราจะมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ตามผนังลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบดูดซึมทำงาน ได้เพียง 30-50% เท่านั้น หากเราทานอาหารเข้าไป 100% ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เพียง 50% เท่านั้น ดังนั้นเราจะ ได้สารอาหารที่ไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการอย่างแน่นอนจึงเป็นผลให้ร่างกายไม่สามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควร จะเป็น และเป็นผลให้สุขภาพที่ไม่
  






การเกิดโรค
    ในสภาวะความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทต่อ
การดำรงชีพของคนปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ผู้ที่อาศัยในตัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น กรุงเทพฯ

 .... 

การนำเอาธรรมชาติมาแปรรูปเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย เริ่มขึ้นอย่างฟุ่มเฟือย 

และกลายเป็นความเคยชิน และในที่สุดเราก็คิดว่าเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน
 (ที่เราขาดไม่ได้) ความไม่รู้หรือการหลงผิดในความดิดนี้ ทำให้เรากลับไปพึ่งพาสารเคมีทีแฝง
มาอยู่ในรูป "คุณหมอวิเศษ" ที่ดลบันดาลให้ในทุกรูปแบบ ถ้าหากมาทำความเข้าใจในหลักใหญ่
ของธรรมชาติและเรียนรู้ว่า "มนุษย์เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ" เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มนุษย์ปฏิบัติตน
ผิดหลักของ ธรรมชาติแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเราเอง 

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจพื้นฐานของร่างกายเรา เราก็จะทราบว่าสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรคภัยไข้เจ็บ 
และอาการที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ในร่างกาย โดยสรุปมีดังนี้:-

1. อาหาร เนื่องจากพบว่าคนไทยในสังคมปัจจุบันมีความเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารกัน
เป็นส่วนมากเชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่าง ๆ อย่างมากมายอันมีสาเหตุมาจากการ บริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องจากค่านำยมที่ผิด ๆ และสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย การทดลองซึ่งเป็นงานวิจัยของ ต่างชาติแต่นำมาใช้กับคนไทย ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นถิ่นกำเนิน, สายพันธุ์, ภูมิประเทศ, ภูมิอากาศ,การบริโภคและอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าให้ข้อมูลด้านโภชนาการที่มีอยู่ 
ถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องร่ายกายได้รับสารอาหารที่ฟื้นฟูตัวเองในทุกระบบแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมทันที ทำให้ร่างกาย นำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ขับถ่ายง่ายไม่เหลือของเสียตกค้าง ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกประเภทและคนปกติอย่างมีข้อจำกัดน้อยที่สุด ปลอดภัยและมีราคาต่ำ ที่สำคัญ
ทุกคนปฏิบัติเองได้ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น
2. อารมณ์ อารมณ์ตึงเครียดจะส่งผลทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลีน ( ฮอร์โมนแห่งความทุกข์) หลั่งมาจากต่อมหมวกไต ทำให้ภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงขึ้น เลือดข้นขึ้น ความดันโลหิตสูง ขบวนการเคมีเกิดขึ้นมากมายแต่ไม่สมดุลเกิดเซลตายจำนวนมากมาย และในขณะที่เครียด 
ถุงน้ำดีจะปิดการย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูป เป็นพลังงาน แก่ร่างกายและเป็น ส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย 

ถ้าขบวนการเผาพลาญอาหารมาเป็นพลังงานในการสร้างเซลใหม่และกำจัดของเสียเกิดไม่ทัน 
จะเกิดการสะสมเซลตายซึ่งเป็นสาเหตุของอาการและโรคจำนวนมาก 

ดังต่อไปนี้เช่น อาการสารพัดปวด, เนื้องอก, มะเร็ง, ภูมิแพ้, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคกระเพาะ,โรคลำไส้, โรคไต, ผมหงอกก่อนวัย, กระดูกผุ, ปวดประจำเดือน, ความดันโลหิตสูง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, ต้อเนื้อ, ต้อกระจก, ต้อลม, ตาพร่า ฯลฯ

3.อากาศ เราจะพบว่าคนไทยส่วนมากโดยเฉพาะในสังคมเมืองหลวงหายใจสั้นและเร็ว ทำให้การหายใจแต่ละครั้งได้ปริมาณ O2 น้อย และเอา CO2 ออกได้น้อยเช่นกัน ปอดทั้งสองข้างจะทำงานไม่ได้เต็มที่ เมื่อปล่อยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้เกิดความเสื่อม ไปถึงความผิดปกติยังระบบอื่น ๆ
4. อุจจาระ การขับถ่ายของคนเราโดยเฉพาะอุจจาระนั้น ควรทำให้เป็นปกติทุกวันก่อน 7 โมงเช้า ควรขับของเสียออกให้หมด และเตรียมรับอาหารมื้อเช้า คนที่ไม่พยายามขับถ่ายให้เป็นปกติ ปล่อยให้ท้องผูกเป็นประจำจะเป็นการปล่อยให้ร่างกายดูดซึมของเสียไปเลี้ยร่างกายเนื่องจากปกติอาหารที่เรากินกันอยู่ส่วนมาก ภายใน 12 ชั่วโมง ก็เริ่มบูดเน่า คนที่ท้องผูกเป็นระยะเวลานาน ๆ จะเป็นสาเหตุอันนำไปสู่อาการและโรคจำนวนมากมายหลายโรคเช่น สมองเสื่อม หลงลืม ปวดทั้งหลาย ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ เนื้องอก มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต หอบหืด นอนไม่หลับ ฯลฯ
5. การออกกำลังกาย ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตนเอง เวลาที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายควรเป็นช่วง 05.00-07.00 น. ในตอนเช้า เพราะจะเป็นการช่วยให้ลำไส้ใหญ่และไตขับของเสียออกให้หมด และพร้อมที่จะขับถ่าย และรับอาหารใหม่ในตอนเช้า
6. การนอน เวลาที่ควรให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนก็คือ ช่วงเวลา 3 ทุ่มถึงตี 3 (จะตื่นหลังตี 3 ก็ได้) แต่ไม่ควรเข้านอนเกิน 3 ทุ่ม การนอนดึกหรือการพักผ่อน
ไม่เพียงพอจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานหนักและทำให้เสื่อมเร็ว การนอนดึกจะส่งผลไปยังความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในทุกระบบ เนื่องจากทุกอวัยวะต้องได้รับ
สารอาหารจากการไหลเวียนตลอดเวลา มีของเสียตกค้างระดับเซล ทำให้มีอาการทางผิวหนังแพ้ง่าย เป็นฝ้า กระ แผลพุพองจากการติดเชื้อ โรคผิวหนังต่าง ๆ และเกิดอาการปวดบริเวณ
หลังส่วนบนของร่ายกาย ได้แก่ ไหล่ ศีรษะ ไมแกรน ความจำเสื่อม สมองฝ่อ ขี้ลืม ฯลฯดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่เราจะปฏิบัติตนและทำความเข้าใจว่า..โรคแต่ละชนิดนั้นมีที่มาไม่ต่างกัน ที่ต่างกันคือชื่อเท่านั้น


ประเภทของโรคแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. โรคติดต่อหรือโรคติดเชื้อ คือ โรคที่สามารถถ่ายทอด ติดต่อถึงกันได้ระหว่าง

บุคคล โดยมีเชื้อจุลินทรีย์ ต่าง ๆ เป็นสาเหตุของโรค ได้แก่ วัณโรคกามโรค โรคเรื้อน อหิวาตกโรค โรคเอดส์ เป็นต้น แม้ว่าเชื้อโรคจะเป็นตัวก่อเหตุ แต่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของมนุษย์ก็เป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญ

2. โรคไม่ติดต่อหรือโรคไม่ติดเชื้อ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติหรือความ

เสื่อมโทรมของร่างกายและจิตใจ ไม่สามารถที่จะติดต่อไปหาบุคคลอื่นได้
 เช่น โรคหัวใจ  โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง  โรคนิ่ว  โรคจิต และโรคประสาท โรคความดันเลือดต่าง ๆ เป็นต้น

                                              




http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84
http://www.google.co.th/images?hl=th&noj=1&q=%E0%B8%9B%E0%